Final Night Launch by ~Ilterendi

หลังจากห่างหายจากเพื่อนฝูงไปนานมาก เนื่องด้วยทำงาน และอื่นๆ ก็รู้สึกว่าพักหลังๆ มาเนี่ยได้กลับไปเจอเพื่อนๆ บ้างไม่มากก็น้อย บางทีก็เพราะอินเตอร์เน็ทด้วยครับ มีทั้ง Facebook, Twitter, ฯลฯ ถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะใช้ไม่ได้ ก็ยังคงได้ติดต่อกัน ถือเป็นเรื่องดีทีเดียว

หลายคนเห็นว่ากำลังไปได้ดีในชีวิตเลยครับ ดูจากรูปๆ บน Facebook ก็ดูมีความสุขดีกัน หรือจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงรับปริญญาก็ไม่รู้นะ เห็นแล้วก็แอบอิจฉาบ้างในบางที แต่พอคิดต่อไป ว่าหลายๆ คนที่ผมได้เห็นนี้ สุดท้ายแล้วก็จะไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง เผลอๆ แล้ว ก็อาจจะเอามันสมอง ความสุขที่ผมเห็นในรูปนั้น แล้วก็เวลา เอาไปมอบให้กับนักธุรกิจโกโรโกโสที่ไหนก็ไม่รู้ มันไม่ชอบใจอย่างพิกลๆ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกเลยนะครับ

นักธุรกิจนี่ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้วก็ทำเพียงเพื่อแค่ให้มีเงินเยอะๆ เท่านั้นเองครับ เท่าที่ผมเคยเห็นมาน่ะนะ คนเหล่านั้นอาจจะบอกคุณว่า เขาทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ถ้าถามเข้าไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจแล้ว มันก็มีขึ้นเพียงเพื่อแค่ทำเงินเท่านั้นเอง คำพูดที่ดูสวยหรูจากปากคนพวกนี้ มักไม่มีแก่นแท้อะไรเลยล่ะครับ ถ้าเป้าหมายมันตั้งอยู่บนความโลภแบบนี้แล้ว ทำอะไร มันก็ไม่สนุกหรอกครับ แล้วมันก็ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย ไม่มีขอบเขต ธุรกิจที่เริ่มมาแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นปีศาจตัวเบ้อเริ่ม ที่กัดกินไปทุกที่ทุกทาง เพียงเพื่อแค่ให้ตัวเองใหญ่ขึ้น หรืออยู่รอดได้

พอคิดว่า สุดท้ายแล้ว คนเก่งๆ คนดีๆ ทั้งหลาย จะต้องกลายไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานให้กับนักธุรกิจพวกนี้ … มันรู้สึกน่าสมเพชจริงๆ ครับ

กฎข้อสาม

วันนี้ระหว่างเดินเล่น ผมก็คิดอะไรได้อย่างหนึ่งครับ จำ กฎของนิวตั้น กันได้ไหมครับ รวมกับวิชาฟิสิกส์สมัยม.ปลาย ผมอนุมานได้อย่างนี้ครับว่า ถ้าเรายืนอยู่บนพื้นดิน แล้วออกแรงกระโดดขึ้นไปจนสุดกำลัง ถ้าเท้าเราไม่เจ็บ นั่นก็แปลว่า จังหวะที่เราหล่นลงมา มันก็จะได้รับแรงเท่ากับตอนที่เรากระโดดขึ้นไปนั่นเองครับ ก็เลยคิดเปรียบกับชีวิตคนเรา (คิดไปได้ไงวะนั่น) ว่า ถ้าชีวิตเรา ณ ตอนนี้มันอยู่บนพื้นดินแล้ว ยืนหยัดอยู่บนพื้นโลกได้อย่างไม่อดตายแล้ว ถ้าเราไม่กระโดดขึ้นไปให้สุดกำลัง นั่นคือโอกาสชีวิตของเราที่เสียเปล่าไปเท่านั้นเองครับ เพราะถ้าเราอยู่กับที่ การเวลาผ่านไป เราก็ยังอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเรากระโดดขึ้นไป บางทีเราอาจจะได้พบ ได้เจอ ได้ทำอะไรใหม่ๆ อะไรที่มีคุณค่าในชีวิตก็ได้

มันเป็นโอกาสที่เสียเปล่า นั่นก็เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะกระโดดขึ้นไปแล้วไม่ได้อะไรตกลงมา สุดท้ายแล้วเราก็แค่กลับมาที่เดิม ถ้าเรามีแรงที่จะกระโดดขึ้นไปได้ ก็แน่นอนว่าเราก็ต้องมีแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวเอง ที่ตกลงมาได้เช่นกันครับ สรุปแล้วมันก็คือโอกาสฟรีๆ ที่เสียไปเพียงเพราะอะไรบางอย่างมาหยุดคุณไว้นั่นเอง

วันนี้เดินออกจากออฟฟิสไปซื้อของกิน ขากลับต้องเดินผ่าน Robinson รัชดา ซึ่งพื้นห้างมันสูงกว่าพื้นถนนครับ มันก็เลยมีขั้นบันไดให้เดินลงมาได้ แต่ว่าก่อนจะถึงบันไดขั้นแรกนั้น มันก็หินวางเป็นแนวอยู่ นึกภาพออกไหมครับ? เหมือนกับว่าต้องก้าวขึ้นไปบนแนวหินนี่ก่อนหนึ่งก้าว แล้วก้าวต่อไปจึงจะไปเหยียบที่บันไดขึ้นแรก ทำให้บันไดขั้นแรกนั้นมันดูสูงมากขึ้นเลยล่ะครับ แต่ถ้าเราก้าวจากพื้นห้าง ข้ามแนวหินแนวนั้นไป เราก็ลงบันไดได้ด้วยความสูงปกติเท่านั้นเอง

คนเรามีศักยภาพสูงมากครับ มากจนน่ากลัว … โดยเฉพาะเพื่อนๆ หลายๆ คน ผมเสียดายที่ต้องเห็นคนพวกนั้นที่มีพลังมหาศาล เดินสะเปะสปะไปเรื่อยเปื่อย แต่ไม่เคยมองดูเลย ว่าถ้าแค่พวกเขากระโดดไปให้สุดแรงแล้วละก็ ดวงอาทิตย์ก็คว้ามาครอบครองได้ครับ

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ “ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาด ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” ถึงแม้ว่าจริงๆ มันจะ ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าคุณแหงนมองขึ้นฟ้าจากจุดที่คุณอยู่ ดวงจันทร์นั้นมันอยู่สูงกว่าดวงดาวหลายๆ ดวงแน่ๆ ล่ะครับ

ชีวิตนึงเกิดมามีครั้งเดียว ขอเถอะครับ ผมเห็นคนเก่งๆ หลายๆ คนไม่เห็นจะเอาความเก่งไปทำอะไรบ้าง นอกจากใช้ชีวิตไปวันๆ มันรำคาญลูกตาผมครับ

ชีวิตนี้ ตีลูกให้สุดขอบจักรวาลแม่งไปเลย จะเป็นอะไรไปครับ?

via email from http://chakrit.com/20869538

หมกมุ่น

มิถุนายน 9, 2010

An interesting (and true) paragraph from Slack (page 17):

There are certain kinds of work that require immersion into the task before progress can begin. In this category I include jobs like writing, research, analysis, invention and programming. The immersion time is required to overcome a kind of mental inertia. Most of us are reluctant to begin on such a task unless we have a large block of time set aside.

If you know or manages these kinds of people, please repeat them from dusk till dawn until you can recite the paragraph letter-by-letter (emphasis mine):

The immersion time is REQUIRED to overcome a kind of mental inertia. Most of us are reluctant to begin on such a task unless we have a LARGE block of UNINTERRUPTED time set aside.

I beg you, please do.

I’m kidding, of course 🙂

But this is a 2002 book. Yet, here we are in 2010 and there’re still truckloads of managers who still doesn’t have the tiniest clue.

via web from http://chakrit.com/19971039

เส้นทาง

มิถุนายน 5, 2010

วันนี้ ยาวหน่อยนะครับ แอบออกทะเลไปนิด ปิดไม่ลง ฮ่าๆ

ช่วงอาทิตย์นี้หลังจากที่ได้คุยกับใครหลายๆ คน และเห็น Status ของอีกหลายๆ คนที่ไม่ได้เจอกัน แม้ว่าจะแทบไม่ได้ออกจากออฟฟิสไปเจอใครเลยก็ตาม กลับมีความรู้สึกอย่างหนึ่งครับ มันเหมือนกำลังมองไปบนเขาวงกต แล้วทุกคนกำลังหลงทางอยู่ในนั้น

ผมชอบดูอนิเมะครับ การ์ตูนทั้งหลาย ก็คงเหมือนกับเพื่อนๆ หลายๆ คนนั่นแหล่ะ แต่ผมไม่ชอบไปนั่งตามอ่านทีละเล่ม หรือว่ารอดูทีละตอน มันเสียอารมณ์ ถ้าดูก็จะดูอารมณ์ว่าโหลดมาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบแล้วดูรวดเดียวเลย ได้อรรถรสกว่าเยอะครับ ดูทีละตอนรู้สึกเหมือนโดนหลอกให้ซื้อตอนต่อไปไปอย่างนั้น แทนที่จะได้ดูผลงานศิลปะ ภาพ แสง สี เสียง เรื่องราว ที่มารวมกัน

แต่บางทีผมก็รู้สึกว่า ตัวเองก็แค่หาเรื่องพักดูการ์ตูนเพราะว่าขี้เกียจทำงานมากกว่าน่ะครับ

หลายๆ คนดูละครดูการ์ตูนแล้วรู้สึกสนุก ก็เพราะว่าเมื่อเราได้ติดตามเรื่องราวเหล่านั้น เราก็ลืมตัวตนของเราไปได้พักหนึ่งน่ะครับ ตัวตนที่หลายๆ คนก็คงลืมไปแล้วว่ามี ตัวตนที่ลึกๆ ลงไปแล้ว ถ้าถามจริงๆ นั้น ก็เพียงแค่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เท่านั้น ยิ่งรวย ยิ่งมีทุกอย่างเพียบพร้อม ยิ่งไร้จุดหมาย ชึวิตก็จะยิ่งไร้แรงขับดัน

ผมคิดว่าที่หลายคนเป็นอย่างนั้น ที่ชีวิตมันไม่สนุก น่าเบื่อ เหมือนกระดานเปล่าที่รอให้สังคมมาวาด แต่งเติมสีสันลงไป นั่นก็เพราะเมื่อชีวิตมันไม่มีจุดหมายปลายทางแล้ว ก็เลยคิดเอา ว่าสิ่งที่สังคมกำหนดให้ การทำงาน การมีเงิน มีบ้าน มีทรัพย์สินเงินทอง เหล่านี้มันคือความสุขที่แท้จริงนั่นเองครับ เหมือนกับการเดินทางในถ้ำมืดมิด เมื่อมีแสงส่องริบหรี่เพียงนิดเดียว ก็คิดว่านั่นคือทางออกแล้ว แบบนั้นจะมีชีวิตอยู่ไปทำไมครับ? มีไปเพื่อรอวันตาย แล้วในช่วงอายุสุดท้ายก็นึกได้ว่าควรจะทำความดีไว้บ้าง ด้วยการไปวัดไปวาทำบุญทำทาน อย่างนั้นเหรอครับ?

พักหลังๆ นี่ผมโหลด Macross 7 กลับมาดูใหม่เป็นรอบที่ 3 ครับ เป็นการ์ตูนที่ผมชอบมากตอนเด็กๆ และเพิ่งมีโอกาสได้ย้อนกลับไปดูก็ตอนได้เข้ามหาวิทยาลัย เพราะมีเพื่อนๆ โอตาคุหาแหล่งมาให้ ก็เลยได้ดู การ์ตูนเรื่องนี้ผมชอบมากครับ เพราะเป็นเรื่องที่มีแก่นเรื่อง ที่คิดว่าผู้ใหญ่หลายๆ คนดูแล้วก็คงสนุกไม่แพ้เด็กๆ ผมดูเกือบทุกภาคเลยตั้งแต่ภาคก่อนหน้าภาค 7 ตอนที่ผมยังไม่รู้ประสีประสา SDF Macross เรื่อยมาจนถึง Macross Frontier

ธีมมันก็คือว่ามักจะมีสัตว์ประหลาด หรือมนุษย์เผ่าพันธ์พิเศษที่ไร้วัฒนธรรมมาทำร้ายมนุษย์ครับ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จ มนุษย์สามารถชนะสงครามพวกนั้นไปได้ด้วยเสียงเพลงครับ เอาเสียงเพลงไปบอก ว่ามันมีอะไรในชีวิตมากกว่าสิ่งเหล่านั้น ชนะยังไงไปดูเอาเองแล้วกัน เดี๋ยวจะสปอยล์ ฮ่าๆ (จริงๆ แล้วมันก็คือการ์ตูนขายเพลงนั่นเอง)

แต่จะเล่าให้ฟังภาคนึงครับ ภาค 7 ภาคนี้มีตัวเอกชื่อว่า Nekki Basara … ข้างล่างผมเอาเพลงมาให้ฟังด้วยเพลงนึงชื่อเพลงว่า Totsugeki Love Heart! แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “Charge! Love Heart!” (ไม่ขอแปลเป็นไทยนะครับ เพราะมันคงจะเน่ามาก) ตัวละครตัวนี้ผมชอบมาก เพราะว่าเขาจะขับเครี่องบิน VF (variable fighter คือแปลงร่างเป็นหุ่นยนตร์ได้นั่นเอง) เข้าไปในสนามรบ แต่ไม่ได้ไปรบนะครับ ขับไปเพื่อไปร้องเพลงให้ศัตรูฟัง … ถ้าเป็นเรื่องจริงในสมัยนี้ ก็คงจะฟังดูงี่เง่ามาก แต่ว่าสิ่งที่ตัวละครนี้สื่อออกมามันก็คือจุดหมายปลายทางนั่นเองครับ เขามีจุดหมายปลายทางที่แน่วแน่ และไม่เคยไขว้เขวเลย คุณสมบัตินี้ ในชีวิตคุณเคยพบเจอมากี่คนครับ ชีวิตจริงจะมีคนแบบนี้ซักเท่าไหร่กัน?

ผมเป็นคนหัวดื้อครับ หลายๆ คนคงจะรู้ดี แต่ผมฟังเหตุผลนะ แต่ถ้าเหตุผลมันไร้สาระ จะพูดอะไรมาผมก็ไม่ฟังแล้วล่ะ ขี้เกียจครับ เพราะว่าชีวิตนี้ทนฟังมาเยอะแล้ว มีหลายคนที่ไม่เข้าใจอะไรเลยในชีวิต ยกเอาเหตุผลต่างๆ นาๆ มาอ้าง เพียงเพื่อแค่จะได้อ้างได้เท่านั้น หรืออ้างขึ้นมา เพียงเพราะว่าเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนเขาทำกัน แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เข้าใจว่าทำไปทำไม แต่มันเป็นอย่างนั้น ก็เลยคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นทุกครั้ง

แต่ในบางขณะผมก็รู้สึกว่ามันเป็นข้อดีนะครับ เพราะมันจะทำให้ผมดูเหมือนเป็นคนที่มีจุดหมายปลายทางในชีวิต มีเส้นทางที่กำหนดเอง มั่นคง ทำให้คนอื่นมองผมสูงขึ้นกว่าที่เป็น เหมือนผมเป็นคนนำทางยังไงหยั่งงั้น ไม่ได้โม้เอา แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะครับ เล่าให้ฟังโต้งๆ อย่างนี้ เผื่อว่าอ่านแล้วจะได้อะไรไปบ้าง ผมได้รับหน้าที่หัวหน้าห้องตั้งแต่เด็กจนโต อนุบาล ประถม มัธยม ยกเว้นมัธยมปลายที่มีเพื่อนสนิทคนนึงที่เก่งกว่าผมมากครับ แล้วพอเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่เว้น โดนเลือกให้เป็นหัวหน้าภาคอีก

บอกตรงๆ ว่าไม่มีครั้งที่ผมเป็นหัวหน้าที่ดีได้เลยครับ ไม่มีเลยจริงๆ และหลายๆ ครั้งที่พยายามจะทำให้ได้ก็จะรู้สึกท้อแท้อย่างบอกไม่ถูก Fail ไม่เป็นท่าเกือบจะทุกครั้งไป ตอนอนุบาลกับประถมนั้นมันไม่มีอะไร แต่ตอนมัธยมต้นนั้นเรียกว่า “ถูกไล่ออก” ก็คงจะไม่ผิดครับ อาจารย์ประจำชั้นไล่ออก ว่าง่ายๆ อย่างนั้นเลย ลองนึกดูสิครับ ไล่ออกต่อหน้าทุกคนในชั้น มันจะรู้สึกยังไง คิดว่าเรื่องนี้ยังไม่เคยเล่าให้ใครฟัง เป็นช่วงชีวิตนึงของผมที่ไม่ค่อยมีใครได้รู้หรอกครับ แต่มันเป็นช่วงชีวิตที่แย่มากๆ เลย

เข้ามหาวิทยาลัยก็โดนเลือกให้เป็นหัวหน้าภาคอีก ผมไม่ได้อยากเป็นเลย ณ ตอนนั้น ไม่ได้อยากเป็นเลยจริงๆ ครับ ถามเพื่อนบางคนที่นั่งใกล้ๆ ผมในห้องภาคตอนนั้นก็อาจจะรู้ แต่ผมก็โดนให้เป็นอยู่ดี แล้วก็หายๆ ไป Fail อีกในช่วงปีหลังๆ ที่ต้องรับผิดชอบเยอะขึ้น พยายามจะปั้นสโมสรนิสิตขึ้นมา แต่ก็ล้มไม่เป็นท่า ส่วนหนึ่งก็เพราะผม Fail อีกนั่นแหล่ะ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้ก็คือว่า ถ้าผมทำสิ่งที่ผมถนัดที่สุดผมไม่เคย Fail กับมันครับ อาจจะเป็นอาการ Perfectionist กำเริบนั่นเอง และในช่วงนี้รู้สึกว่า หลายๆ คนก็ยังคงกำลังเดินวนเวียนไปตามเขาวงกต พอเขาเห็นผมเปิดบริษัท 2nitedesign! ก็ยังคงเกิดวังวนเดิมๆ หลายๆ คนยังคงมองมาที่ผม พยายามจะให้ผมเป็นผู้นำให้ เหมือนเป็นเสาหลักที่ชีวิตเขาไม่มี

แต่คราวนี้ผมจะแค่จะมาบอกว่า ผมจะทำมันให้ได้ครับ

ผมมองไปที่คนเหล่านั้นแล้วรู้สึกว่า ถ้าเขามองมาที่ผม เหมือนผมเป็นเสาๆ หนึ่งในชีวิตของเขา อาจจะไม่มากมาย อาจจะไม่ใช่เสาหลัก แต่ถ้าผมโลเล ถ้าผมยังไม่มีเส้นทางชีวิตที่แน่นอน ชีวิตคนอื่นที่เขามองมาที่ผมนั้น มันก็จะยิ่งไม่แน่นอนไปอีก แต่ถ้าผมสามารถใช้โอกาสเหล่านั้น เติมอะไรไปในชีวิตของคนเหล่านั้นได้บ้าง มันก็คงจะดีไม่น้อยเลยล่ะครับ ถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ผมกลับจะรู้สึกผิดเองด้วยซ้ำ ที่ผมไม่สามารถตอบแทนสิ่งที่เขามองให้ผมเป็นได้ และก็รู้สึกว่าผมไม่ควรได้รับสิ่งเหล่านั้นมาเลย

มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากๆ เลยล่ะครับ การที่รู้สึกว่าตัวเองไม่สมควรค่าแก่ชีวิตของตัวเองเนี่ย ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจความรู้สีกนี้ไหม

ผมออกจากมหาวิทยาลัยมาแล้ว ผมออกจากบริษัทที่ให้เงินเดือนสูงๆ มาแล้ว เงินทองที่มีมากมายก็ให้คนอื่นไปหมดแล้วครับ อาจจะเพราะผม Fail อีกนั่นแหล่ะ แต่ว่าในเมื่อมันเป็นอย่างนี้แล้ว ผมก็ต้องขอทุบหม้อข้าวไปเลยแล้วกันครับ ไม่มีการหันหลังกลับอีกแล้ว มีมากแล้วเคยตัว ต้องไม่มีอะไรเลยต่างหากมันถึงจะลุยได้เต็มที่

วันนี้พูดเรื่องตัวเองซะเยอะ หวังว่าคงจะไม่เบื่อนะครับ และสำหรับหลายๆ คนที่อยากมาทำงานกับผม หรือว่าโดนผมลากคอมาด้วยอย่างขัดขืนก็แล้วแต่…

นับจากวันนี้ ไม่มีหันหลังกลับอีกแล้วนะครับ มีแต่ก้าวไปข้างหน้าอย่างเดียว ปลายทางคือรอยเท้าที่ฝากไว้บนโลกใบนี้ ให้มันใหญ่เท่ารอยเท้าพระพุทธเจ้าไปเลยครับ!

Totsugeki Love Heart!

via web from http://chakrit.com/19712427

ชีวิต

พฤษภาคม 28, 2010

โอ มาลองเปิดฟังดูอีกรอบ ตอนท้ายเขาบอกว่าตอนนี้กำลังร่วมมือกับ Exxon Mobil พยายามพัฒนาแบคทีเรีย ที่สามารถหยิบ CO2 ในอากาศมาสร้าง hydrocarbon รูปแบบเฉพาะซึ่งสามารถเอาไปเข้าโรงกลั่นกลับออกมาเป็นน้ำมันได้ … เจ๋งโคตร! คือสร้างแบคทีเรียสายพันธ์ใหม่มาเพื่อช่วยลดโลกร้อน เสร็จแล้วได้น้ำมันกลับมาใช้อีกต่างหาก ยิงนัดเดียวได้นกสองตัวเลย …

เริ่มมองเห็นอนาคตช่วงที่เราจะแก่ๆ แล้วสินะ มันคงไม่ได้ล้ำด้วย Computer อย่างเดียว แต่มันจะน่าอยู่ขึ้นด้วยสิ่งมีชีวิตสังเคราะห์ใหม่ๆ

ลองฟังกันดูนะครับ ถ้าฟังไม่ทันลองกดเปิด View Subtitles อ่านเอาได้ครับ

ขอเดาว่าสุดท้ายแล้ว Computer กับ DNA มันจะมาบรรจบกัน แล้วเราก็จะกลายเป็นพระเจ้าดีๆ นี่เอง

via web from http://chakrit.com/19346031