กระต่ายอยู่บนดวงจันทร์

มิถุนายน 23, 2010


Final Night Launch by ~Ilterendi

หลังจากห่างหายจากเพื่อนฝูงไปนานมาก เนื่องด้วยทำงาน และอื่นๆ ก็รู้สึกว่าพักหลังๆ มาเนี่ยได้กลับไปเจอเพื่อนๆ บ้างไม่มากก็น้อย บางทีก็เพราะอินเตอร์เน็ทด้วยครับ มีทั้ง Facebook, Twitter, ฯลฯ ถึงแม้ว่าโทรศัพท์จะใช้ไม่ได้ ก็ยังคงได้ติดต่อกัน ถือเป็นเรื่องดีทีเดียว

หลายคนเห็นว่ากำลังไปได้ดีในชีวิตเลยครับ ดูจากรูปๆ บน Facebook ก็ดูมีความสุขดีกัน หรือจะเป็นเพราะช่วงนี้เป็นช่วงรับปริญญาก็ไม่รู้นะ เห็นแล้วก็แอบอิจฉาบ้างในบางที แต่พอคิดต่อไป ว่าหลายๆ คนที่ผมได้เห็นนี้ สุดท้ายแล้วก็จะไปเป็นมนุษย์เงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง เผลอๆ แล้ว ก็อาจจะเอามันสมอง ความสุขที่ผมเห็นในรูปนั้น แล้วก็เวลา เอาไปมอบให้กับนักธุรกิจโกโรโกโสที่ไหนก็ไม่รู้ มันไม่ชอบใจอย่างพิกลๆ ยังไงไม่รู้บอกไม่ถูกเลยนะครับ

นักธุรกิจนี่ ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ส่วนใหญ่แล้วก็ทำเพียงเพื่อแค่ให้มีเงินเยอะๆ เท่านั้นเองครับ เท่าที่ผมเคยเห็นมาน่ะนะ คนเหล่านั้นอาจจะบอกคุณว่า เขาทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ถ้าถามเข้าไปถึงเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจแล้ว มันก็มีขึ้นเพียงเพื่อแค่ทำเงินเท่านั้นเอง คำพูดที่ดูสวยหรูจากปากคนพวกนี้ มักไม่มีแก่นแท้อะไรเลยล่ะครับ ถ้าเป้าหมายมันตั้งอยู่บนความโลภแบบนี้แล้ว ทำอะไร มันก็ไม่สนุกหรอกครับ แล้วมันก็ไม่มีที่สิ้นสุดด้วย ไม่มีขอบเขต ธุรกิจที่เริ่มมาแบบนี้ สุดท้ายแล้วก็กลายเป็นปีศาจตัวเบ้อเริ่ม ที่กัดกินไปทุกที่ทุกทาง เพียงเพื่อแค่ให้ตัวเองใหญ่ขึ้น หรืออยู่รอดได้

พอคิดว่า สุดท้ายแล้ว คนเก่งๆ คนดีๆ ทั้งหลาย จะต้องกลายไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานให้กับนักธุรกิจพวกนี้ … มันรู้สึกน่าสมเพชจริงๆ ครับ

กฎข้อสาม

วันนี้ระหว่างเดินเล่น ผมก็คิดอะไรได้อย่างหนึ่งครับ จำ กฎของนิวตั้น กันได้ไหมครับ รวมกับวิชาฟิสิกส์สมัยม.ปลาย ผมอนุมานได้อย่างนี้ครับว่า ถ้าเรายืนอยู่บนพื้นดิน แล้วออกแรงกระโดดขึ้นไปจนสุดกำลัง ถ้าเท้าเราไม่เจ็บ นั่นก็แปลว่า จังหวะที่เราหล่นลงมา มันก็จะได้รับแรงเท่ากับตอนที่เรากระโดดขึ้นไปนั่นเองครับ ก็เลยคิดเปรียบกับชีวิตคนเรา (คิดไปได้ไงวะนั่น) ว่า ถ้าชีวิตเรา ณ ตอนนี้มันอยู่บนพื้นดินแล้ว ยืนหยัดอยู่บนพื้นโลกได้อย่างไม่อดตายแล้ว ถ้าเราไม่กระโดดขึ้นไปให้สุดกำลัง นั่นคือโอกาสชีวิตของเราที่เสียเปล่าไปเท่านั้นเองครับ เพราะถ้าเราอยู่กับที่ การเวลาผ่านไป เราก็ยังอยู่ที่เดิม แต่ถ้าเรากระโดดขึ้นไป บางทีเราอาจจะได้พบ ได้เจอ ได้ทำอะไรใหม่ๆ อะไรที่มีคุณค่าในชีวิตก็ได้

มันเป็นโอกาสที่เสียเปล่า นั่นก็เพราะว่าถึงแม้ว่าเราจะกระโดดขึ้นไปแล้วไม่ได้อะไรตกลงมา สุดท้ายแล้วเราก็แค่กลับมาที่เดิม ถ้าเรามีแรงที่จะกระโดดขึ้นไปได้ ก็แน่นอนว่าเราก็ต้องมีแรงพอที่จะรับน้ำหนักตัวเอง ที่ตกลงมาได้เช่นกันครับ สรุปแล้วมันก็คือโอกาสฟรีๆ ที่เสียไปเพียงเพราะอะไรบางอย่างมาหยุดคุณไว้นั่นเอง

วันนี้เดินออกจากออฟฟิสไปซื้อของกิน ขากลับต้องเดินผ่าน Robinson รัชดา ซึ่งพื้นห้างมันสูงกว่าพื้นถนนครับ มันก็เลยมีขั้นบันไดให้เดินลงมาได้ แต่ว่าก่อนจะถึงบันไดขั้นแรกนั้น มันก็หินวางเป็นแนวอยู่ นึกภาพออกไหมครับ? เหมือนกับว่าต้องก้าวขึ้นไปบนแนวหินนี่ก่อนหนึ่งก้าว แล้วก้าวต่อไปจึงจะไปเหยียบที่บันไดขึ้นแรก ทำให้บันไดขั้นแรกนั้นมันดูสูงมากขึ้นเลยล่ะครับ แต่ถ้าเราก้าวจากพื้นห้าง ข้ามแนวหินแนวนั้นไป เราก็ลงบันไดได้ด้วยความสูงปกติเท่านั้นเอง

คนเรามีศักยภาพสูงมากครับ มากจนน่ากลัว … โดยเฉพาะเพื่อนๆ หลายๆ คน ผมเสียดายที่ต้องเห็นคนพวกนั้นที่มีพลังมหาศาล เดินสะเปะสปะไปเรื่อยเปื่อย แต่ไม่เคยมองดูเลย ว่าถ้าแค่พวกเขากระโดดไปให้สุดแรงแล้วละก็ ดวงอาทิตย์ก็คว้ามาครอบครองได้ครับ

เคยได้ยินประโยคนี้ไหมครับ “ตีลูกให้ถึงดวงจันทร์ ถึงพลาด ก็ยังอยู่ท่ามกลางดวงดาว” ถึงแม้ว่าจริงๆ มันจะ ผิดหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าคุณแหงนมองขึ้นฟ้าจากจุดที่คุณอยู่ ดวงจันทร์นั้นมันอยู่สูงกว่าดวงดาวหลายๆ ดวงแน่ๆ ล่ะครับ

ชีวิตนึงเกิดมามีครั้งเดียว ขอเถอะครับ ผมเห็นคนเก่งๆ หลายๆ คนไม่เห็นจะเอาความเก่งไปทำอะไรบ้าง นอกจากใช้ชีวิตไปวันๆ มันรำคาญลูกตาผมครับ

ชีวิตนี้ ตีลูกให้สุดขอบจักรวาลแม่งไปเลย จะเป็นอะไรไปครับ?

via email from http://chakrit.com/20869538

Advertisements
%d bloggers like this: