บวช

พฤษภาคม 16, 2010

ศึกออกมาแล้วครับ ยังไม่ถึง 7 วัน ตกลงว่าบวชวันอังคาร ศึกวันนี้เมื่อตอนประมาณ 8 โมง รวมกันก็ได้ 8 วันครับ กลับมาทำงานต่อ เดี๋ยวจะนานเกิน และฤกษ์เจ้าอาวาสท่านให้ศึกวันนั้นได้พอดี ตอนนี้ยังรู้สึกแปลกๆ เวลาจับคีย์บอร์ด เหมือนจะพิมพ์ช้าลง คงต้องปรับตัวอีกสักพักครับ หรือว่ามือด้านขึ้นก็ไม่รู้ฮะ

ส่วนเรื่องกิจกรรมที่ไปบวชมา ขอเล่าสักสองเรื่องที่เห็นว่าน่าสนใจน่ะครับ ถือว่าเป็นสปอยล์ชีวิตการบวชสำหรับคนที่ยังไม่เคยบวชก็แล้วกันครับ ถ้าใครกำลังคิดวางแผนว่าจะบวชและอยากออกไปพบพระธรรมจริงๆ แนะนำว่าอย่าเพิ่งอ่านครับ

จริงๆ นะ มันสปอยล์อ่ะ ไปพบเจอเองดีกว่าเยอะ

การห่มจีวร

จีวรคือผ้าผืนสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ใหญ่มากผืนนึงครับ วิธีห่มก็คือว่า เอาผ้านั่นแหล่ะครับ อ้อมไปข้างหลังตัวแล้วดึงมาด้านหน้าพันหลังเราไว้ จับปลายผ้าสองปลายที่อยู่ข้างหน้าเราชนกันแล้วม้วนๆ ให้เป็นมัดเหมือนม้วนเสื่อ คือม้วนรัดเราเอาไว้นั่นเองครับ คล้ายๆ กับว่าม้วนเสื่อแต่ว่าตัวเราอยู่ข้างในผ้า เราจะได้ม้วนผ้าอยู่ข้างหน้าเรา นึกภาพออกไหมครับ

ทีนี้ผ้ามันจะสูงกว่าตัวเรามากครับ พอได้ม้วนผ้ามาแล้วก็ใช้มือซ้ายชูม้วนผ้านี่ขึ้นให้แขนตรึงเอาไว้ แล้วเอาเจ้าม้วนผ้าเนี่ยแหล่ะครับ พาดไปข้างหลังแล้วสอดไปใต้แขนซ้าย คือเรียกว่าหนีบไว้ไม่ให้มันหล่น

ทีนี้ทีเด็ดมันอยู่ที่การหนีบเนี่ยแหล่ะครับ อันนี้มันเป็นกลอุบายของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้พระสงฆ์นั้นฝึกการมีสติอยู่ตลอดเวลา เพราะว่าถ้าเราไม่หนีบมันไว้ตลอดเวลาแล้ว ผ้ามันก็ค่อยๆ หลวมแล้วก็หลุดครับ ถ้าคอยดึงมันเอาไว้ตลอดเวลา หรือเหน็บมันเอาไว้ สุดท้ายมันก็จะหลุดครับ

ยังมีอย่างอื่นอีกแต่ว่าอันนี้ดูเป็นอันที่น่าสนใจ ทุกอย่างของการเป็นพระนี่ มันคือกลอุบายของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อฝึกให้เรามีสติทั้งนั้นเลยครับ ศีล 227 ข้อนี่ แทบไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ถ้าท่านไม่มีสติตลอดเวลาแล้วละก็ วันนึงท่านผิดอย่างน้อย 3 ข้อเป็นขั้นต่ำแน่นอน พระใหม่นี่ปลงอาบัติกันเช้าเย็นเป็นกิจวรรต

วันพระ

ปกติแล้วกิจกรรมของการเป็นพระก็คือ เช้าต้องออกไปบิณฑบาตร แล้วก็กลับมาฉันอาหาร เสร็จแล้วก็สวนมนตร์ทำวัตรเช้า รอฉันเพล แล้วก็มีกิจกรรมอีกทีก็คือสวดมนตร์ทำวัตรเย็นไปเลยครับ เวลาระหว่างช่วงกิจกรรมหลักเหล่านั้นนั่น ก็แล้วแต่ว่าทางวัดจะมีกิจสงฆ์ หรือว่ามีการเทศนาอะไรก็แล้วแต่ แต่ละวัดไม่เหมือนกันครับ นั่นคือหลักๆ

ทีนี้วันพระนี่มันจะพิเศษอย่างหนึ่งครับ คือจะเป็นวันที่ท่านไม่ต้องไปบิณฑบาตร แต่ว่าญาติโยมจะมาหาท่านเองที่วัด มาถวายอาหารเลี้ยงพระทั้งวัดพร้อมๆ กัน แล้วก็สวดมนตร์ให้ศีลให้พรกันพร้อมๆ กัน

ผมบวชเกือบครบอาทิตย์ครับ ก็เลยมีโอกาสได้เป็นพระในวันพระหนึ่งครั้ง สิ่งที่ผมเห็นในวันนั้นก็คือญาติโยมที่ชราภาพแล้วนั้นเยอะมากครับ บางท่านเป็นคุณยายแก่ๆ นึกภาพตามนะครับ ท่านก็แก่แล้วผิวหนังเหี่ยวย่นหมดแล้ว หิ้วตะกร้ามาหนึ่งใบ ซึ่งในนั้นก็มีของที่ค่อนข้างมีน้ำหนักพอสมควร เช่นหม้อข้าวหนึ่งหม้อเต็ม แล้วก็ปิ่นโตกับข้าว 5 ชั้นอีกหนึ่งปิ่นโต แล้วยังใส่น้ำมาด้วยหลายขวด ท่านมาถึงท่านก็นั่งฟังพระเทศนา แล้วพอถึงเวลาท่านก็ยกเจ้าปิ่นโตนั่นน่ะมาถวาย ยกหม้อข้าวมาตักใส่บาตรที่วางอยู่หน้าพระ น้ำก็ถวายให้พระฉัน เสร็จแล้วท่านก็ไปนั่งรอ พอพระท่านฉันกันเสร็จหมดแล้วก็ให้พร ท่านก็ยกมือประนมขึ้นเหนือศีรษะ ไม่ใช่หน้าอกนะครับ เหนือศีรษะ แล้วท่านก็หลังค่อมๆ ไม่ค่อยมีแรงจะยืดหลังตรงแล้ว

บอกตรงๆ ว่า ณ วินาทีนั้น น้ำตาแทบไหลเลยครับ ใครไม่เคยอยู่ตรงนั้น ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองอยู่ตรงนั้น จะไม่เข้าใจเลยครับ ว่าการที่ท่านบวชเป็นพระห่มผ้าเหลือง แล้วมีญาติโยมมายกมือไหว้ท่านนั้นเป็นอย่างไร

แต่ที่ผมน้ำตาไหลนั้นไม่ได้เพราะว่าคุณยายท่านยกมือไหว้รับพรหรอกนะครับ

พระหลายท่านสูบบุหรี่ หลายคนก็คงจะรู้ดี แต่จะรู้ไหมครับว่าหลวงพี่ หลวงพ่อเหล่านั้นเอาเงินจากไหนไปซื้อบุหรี่มาสูบ คำตอบนั้นง่ายมากเลยครับ มันก็เงินที่ท่านๆ ใส่ไปในบาตรตอนบิณฑบาตรนั่นแหล่ะครับ เงินที่ท่านใส่ซองถวายพร้อมกับปัจจัยอื่นๆ เงินที่บริจาคโน่นนี่นั่นนั่นแหล่ะครับ

ที่ผมน้ำตาแทบจะไหลวันนั้น ก็เพราะคิดได้ว่าเงินที่คุณยายใส่ซองมาถวายนั้นท่านตั้งใจยิ่งกว่าจะตั้งใจอีกครับ ด้วยชีวิตที่เหลือของท่านไม่นาน แรงก็แทบจะไม่มี ท่านยังมีศรัทธาแรงกล้าขนาดนั้นเพื่อไปหาซื้อกับข้าว หุงข้าวมาให้ท่านกิน เพื่อให้ท่านศึกษาพระธรรม แต่ท่านจะเอาเงินนั้นไปทำอะไรก็ได้ มันก็แล้วแต่ท่านครับ เอาไปซื้อบุหรี่มาสูบให้สบายใจก็ได้ครับ คิดเอาแล้วกันครับว่าเวลาห่มผ้าเหลืองแล้วมีสองสิ่งนั้นให้ท่านเปรียบเทียบ ท่านจะรู้สึกอย่างไร คุณยายลำบากแต่เช้ามาทำกับข้าวให้ท่านกิน ทำงานหาเงินมาถวายให้ท่านใช้ แล้วท่านจะเอาไปซื้อบุหรี่มาสูบให้สบายใจ แล้วก็นอนกินข้าววันๆ ก็ได้ มันช่าง… มันอธิบายไม่ถูกจริงๆ ครับ ความรู้สึกนี้ สงสารปนเวทนาปนซึ้งปนโน่นนี่ มันปนกันหมดทุกอารมณ์เลยทีเดียว

สรุป

ถ้าถามว่าผมได้อะไรจากการบวชบ้าง ก็คงต้องตอบว่าได้ความเข้าใจอันแจ่มแจ้งจริงๆ ครับ ว่าวัดนี้มีอยู่เพื่ออะไร ทำไมเราถึงต้องกราบไว้พระ ทำไมท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงจัดให้มีพิธีกรรมทั้งหลายแหล่พวกนี้ ทำไมท่านต้องเป็นผู้ที่ศึกษาธรรม มันเข้าใจได้หมดเลยครับเมื่อท่านได้ไปอยู่ทั้งสองฝั่งของพิธีกรรมนั้นมา

แต่ผมจะไม่บอกท่านหรอกครับ ถ้าท่านอยากรู้ว่าทุกชิ้นส่วนของพระพุทธศาสนานั้นมันมาประกอบกันอย่างลงตัวได้อย่างไร และที่สำคัญกว่าคือ ทำไม นั้น ท่านต้องไปบวชดูสักครั้งหนึ่งครับ แล้วท่านจะเข้าใจ

วิสัยทัศน์ของท่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น มันช่างกว้างไกลยิ่งกว่าที่ใครจะหยั่งได้เลยล่ะครับ

via web from http://chakrit.com/18757837

Advertisements
%d bloggers like this: