หลังปก หนังสือไร้ประโยชน์

พฤษภาคม 7, 2010

รู้สึกว่าแต่ละคนเขียนยาวมากจนแทบจะเป็น Blog ได้เลยทีเดียว ขอบคุณมากๆ สำหรับความคิดเห็นครับ (รู้สึกดีว่ายังสามารถทำให้คนอื่นพิมพ์ยาวๆ ลงช่องคอมเม้นท์ได้ ฮ่าๆ)

อันนี้ขอรวบรวมคอมเม้นท์ของแต่ละคนที่น่าสนใจเอามาลงไว้แล้วกันนะครับ ถ้าสนใจลองอ่านดูได้ อ่านแล้วมองเห็นภาพและทิศทางชัดเจนมากขึ้นเลยทีเดียว

ขอเริ่มจากของ @IamDao ก่อนนะครับ เพราะเป็นคนที่โม้โน่นนี่ให้ฟังเยอะที่สุด ฮ่าๆ (ถ้าไม่เอาขึ้นก่อนอาจจะถูกงอนได้ ฮ่าๆ)

จาก @IamDao: คุยกันเป็นปากเปล่าน่ะนะ เราเอามาเรียบเรียงเองจากเท่าที่จำได้

  • ไม่จำเป็นต้องง้อสำนักพิมพ์ก็ได้ ตรงไปที่นักเขียนเลย นักเขียนที่เห็นด้วยกับสิ่งที่เราทำ การบริจาคหนังสือจำนวนหนึ่งเพื่อเริ่มต้นไม่ใช่เรื่องยากอยู่แล้ว
  • การไปขอหนังสือจากนักเขียน คือการโปรโมทหนังสือให้เขาอยู่แล้ว สำนักพิมพ์ก็เช่นกัน การหาหนังสือปริมาณมากไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากก็ได้

ตอนนั้นคุยกันเรื่องว่าถ้าจะค่อยๆ สร้างไปตอนนี้ อาจจะใช้เวลานาน และผมอาจจะไม่มีกำลังทรัพย์หรือว่าต้นทุนและเส้นสายที่จะทำได้ ก็เลยคิดว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ถ้าเกิดว่าทำ 2nitedesign! ไม่รุ่ง จะลองเขียนแผนไปเสนอนักธุรกิจที่พอรู้จักอยู่บ้าง เพื่อจะได้เงินก้อนมาสร้างให้ใหญ่ไปเลย ข้ามขั้นตอน แต่ด้วยความที่ @IamDao เป็นคนที่เข้าสังคมเก่งกว่าผมมากๆ ก็เลยได้มุมมองอย่างข้างต้นมาครับ

ก็เลยคิดว่าในแวดวงเพื่อนๆ ของผม ยังขาด “People person” อันได้แก่ Sales และ Marketing อยู่พอสมควรเลยครับ มีใครแนะนำได้บ้างไหม? 🙂

จากพี่ @annefriday: ขอ Quote เป็นข้อๆ ตามที่เขียนมาแล้วกันนะครับ

การแลกเปลี่ยนหนังสือนี้เป็นเรื่องของการแบ่งปันให้กับสังคม และคุณก็ได้รับสิ่งที่คุณต้องการจากสังคมนี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นเราจึงมี “อัตราแลกเปลี่ยน” ที่ใช้ในสังคมของเราเอง นั่นคือ 1 Give = 1 Take

ตรงนี้พี่แอนบอกว่า ถ้าเราวัดมูลค่าโดยใช้ระบบแต้ม คนก็จะมองว่าเป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยน ซึ่งจะทำให้ประเด็นการแลกเปลี่ยนหนังสือนั้นไม่ได้รับความสำคัญ ซึ่งจริงๆ เป็นอีกด้านหนึ่งของสังคมที่ผมลืมคิดไปเหมือนกันครับ เริ่มต้องขุดหนังสือเก่าๆ มาอ่านใหม่อีกรอบแล้วสินะ

หนังสือหายาก, หนังสือที่มีคนต้องการมาก, หนังสือยอดนิยม จะทำอย่างไรกับมันดี?

นั่นสิครับ … อันนี้ยังคิดไม่ออก คงต้องอาศัยว่าไปตายเอาดาบหน้าไปก่อน ฮ่าๆ

สำนักพิมพ์และร้านหนังสืออาจจะไม่ชอบใจเท่าไหร่ … เพราะเขาคงอยากจะให้ลูกค้าซื้อหนังสือใหม่มากกว่าให้ลูกค้ามาแลกกันแบบนี้ … แต่ได้ใจลูกค้ากลุ่มใหญ่แน่นอนครับ

ขอบคุณครับ 🙂

จาก @aruj_org: วันนั้นเห็นชวนคุยเรื่อง geek ใน Twitter นี่ไงเอามาให้เรื่องนึงแล้ว อิอิ

เรื่องระบบยืมเนี่ย เราว่ามันมีท่าที่ดีๆ อยู่แล้วล่ะ แต่คงต้องใช้เวลามานั่งคุยนั่งคิดกันหน่อยว่าท่าไหนจะดีสุด

ไปคุยกันที่ Barcamp Bangkok 3.5 เลยเป็นไง XD เรารู้ว่านายไม่พลาดอยู่แล้ว ยกเว้นว่าจะติดงาน (รึเปล่า?)

แล้วจริงๆ ก็อาจกลายเป็นช่องทางการตลาดของสำนักพิมพ์ต่างๆ ไปก็ได้นะ เค้าอาจไม่ใช่ศัตรูกับเรา แต่เราอาจกลายเป็นแหล่งระบายหนังสือ หรือเปิดตลาดใหม่ๆ ให้เค้าก็ได้

เหมือนกับ @IamDao ข้างต้น และคิดว่าคงจะเป็นวิธีที่ดีกว่า เพราะคนเทคโนโลยีอย่างเราคงจะไปต่อสู้กับสำนักพิมพ์ทั้งหลายในตลาดของเขาเองไม่ไหวแน่นอน ฝรั่งเขาว่า “If you can’t beat ’em, join ’em”

จาก @m3rlinez: ต้นฉบับอยู่บน WordPress แอบไม่เห็นเพราะมัวแต่เช็ค Posterous 🙂 อ่านแล้วนะ

ต้องใช้โค้ก ~ 18 กระป๋องเพื่อซื้อหนังสือใหม่ในไทย แต่ต้องใช้โค้ก ~ 40 กระป๋องเพื่อซื้อหนังสือใหม่ใน USA

อันนี้แก๊นท์ชี้ประเด็น (ซึ่งผมก็เห็นด้วย) ว่าราคาหนังสือไทยและหนังสือนอกมันต่างกันค่อนข้างมาก ถ้าทำอย่างที่พี่ @annefriday บอกน่าจะดีกว่า ถึงจุดนี้ผมคิดว่าเราไม่ควรจะให้หนังสือมีราคาแล้วล่ะครับ เพราะว่ามันจะประเด็นแบบนี้ และอื่นๆ อีกมากมายตามมากับราคา

นอกเรื่องไปไกล กลับมาที่เรื่องเดิม จะรู้ได้ยังไงว่าสองคนที่ตกลงจะแลกเปลี่ยนกันแลกเปลี่ยนกันจริงๆ หรือไม่มีคนโดนหลอกให้ส่งหนังสือฟรี? ถ้าแก้ปัญหาโดยการใช้ระบบรวมศูนย์ (คือทั้งสองคนส่งหนังสือมาที่เราซึ่งเป็คนกลางที่เชื่อใจได้ก่อน แล้วเราค่อยส่งกลับไปให้ทั้งสองคน) ก็จะตามมาด้วย management cost มากมายอีก มันยากเหมือนกันนะ

อาจจะมองได้อีกแง่ว่า ทำอย่างไรให้ Management Cost ที่ว่านี้ต่ำที่สุด ซึ่งตรงนี้ก็ยังคิดไม่ตกเหมือนกันครับ ที่อยากให้ใช้ระบบรวมศุนย์นั้น ก็เพราะว่าเราจะมีหนังสืออยู่ในมือที่เราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ครับ

จริงๆ ที่อยากทำตรงนี้ส่วนหนึ่งได้แรงบันดาลใจมาจาก TED.com ซึ่งผมมองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาแบบ Meta นั่นก็คือแทนที่เราจะถามว่า “เราจะเจอคนเก่งๆ เยอะๆ ได้อย่างไร” เราพลิกคำถามตรงนี้แล้วถามใหม่ว่า “เราจะทำอย่างไรให้คนเก่งๆ เยอะๆ มาเจอเรา” ซึ่งก็คือการสร้างเวทีให้คนอื่นขึ้นมาแบ่งปันความคิดกันนั่นเองครับ

สำหรับผม ผมชอบคิด ชอบอ่านหนังสือ และผมไม่อยากเป็นคนหัวโบราณตกยุค การตามอ่านหนังสือที่ดีที่สุดทุกเล่มคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นวิธีที่ผมจะทำได้ก็คือการทำให้หนังสือที่ดีที่สุดทุกเล่มวิ่งเข้ามาหาผมเองครับ การขยับตัวผมเองไปอยู่ในจุดที่หนังสือที่ดีที่สุดต้องผ่านมือผมแน่อนนั่นเองครับ 🙂

แอบนอกเรื่องนิดหน่อย แต่ว่าการอ่านหนังสือเฉยๆ มันไม่มีประโยชน์น่ะครับ และผมเชื่อว่าการทำธุรกิจเพื่อเงินอย่างเดียวนั้นมันน่าเบื่อครับ ผมก็เลยคิดว่ามันน่าจะมีเป้าหมายที่ไกลกว่านั้น ที่เราสามารถทำสิ่งที่เราชอบได้ และคนอื่นจะได้ประโยชน์จากมันด้วย ซึ่งก็คือเจ้าแผนหนังสือไร้ประโยชน์นี่เอง

ยังมีอีกวิธีที่ใช้ตีราคาหนังสือได้ คือการตั้ง BID ตั้ง ASK — ถ้ามีคนใช้ระบบเยอะระดับนึง วิธีการนี้จะช่วยบอกถึง “ราคาตลาด” ที่แท้จริงของหนังสือได้ หนังสือบางเล่มราคาปกแพงมาก เช่น “Visual Basic 4.0 ภาคปฎิบัติ — 660 บาท” แต่ปัจจุบันแทบไม่มีค่าอะไรเลย ในขณะที่หนังสือบางเล่มราคาปกต่ำ แต่ปัจจุบันเลิกผลิตแล้วเลิกพิมพ์แล้ว อาจจะมีราคาสูง

แอบชอบไอเดียนี้ 🙂

จาก @teerapapc: จริงๆ เราก็อ่านหนังสือเรื่อง Social Network มาบ้างสองสามเล่มนะ แต่ลืมเอามาปรับใช้แฮะ – -‘

เราไม่รู้เพื่อนเรา มีหนังสือ อะไรบ้างใน shelf ของเขา เว็บที่เราคิดก็เลยเป็นลักษณะ ของ book social network ประมาณว่า สร้าง bookshelf ของตัวเองโชว์ไว้ ว่ามีหนังสืออะไรบ้าง…

…ตั้งเป็น group ได้ และคิดเลยเถิดไปถึงสร้าง เป็น community ของหนังสือที่ฮิตๆบางเล่มเช่น Twilight เป็นต้น มีการ review หนังสือที่ตัวเองอ่านได้ มีแนะนำหนังสือให้เพื่อน ต่อกับ facebook บลาๆๆๆ แล้วแต่จะคิดต่อ

ชอบไอเดียนี้มาก ขอบคุณที่เตือนให้นึกถึงสิ่งที่อ่านมา ไม่งั้นคงมองข้ามไปแล้ว ฮ่าๆ คิดว่าประเด็นทางด้านสังคม ถ้าเราไม่หยิบมาใช้ หนังสือไร้ประโยชน์ก็คงจะไม่เกิดแน่ๆ โดยเฉพาะในยุคนี้

นี่คือความคิดลักษณะคล้ายๆกันที่เราเคยคิดถึงเรื่องพวกนี้ ถ้าจะเอาไป adapt อะไรกับแนวคิดแกก็ตามสบายนะ 😀

ไอเดียเราเอาไป Adapt อยู่แล้ว ไม่มีพลาด ฮ่าๆ แต่เราอยากได้คนที่คิดเหมือนๆ กันมาช่วยกันทำมากกว่านะ XD อิอิอิ

feedback จากคนใช้จะช่วยได้มาก มากกว่านั่งจินตนาการเอง

ส่วนตัวเป็นพวกไปตายเอาดาบหน้าอยู่แล้วฮะ ฮ่าๆ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีเงินและเวลามาทำซักเท่าไหร่ T.T ครับ

จริงๆ แล้วแผนก็คืออยากให้ 2nitedesign! มันเป็นรูปเป็นร่างก่อนครับ จากนั้นผมก็จะมีฐานและทรัพยากรให้เอาไปทำอะไรต่ออะไรได้

ก็คงต้องชูประเด็น แลกเปลี่ยนเพื่อความรู้ เพื่อจับกลุ่มความสนใจ แลกเปลี่ยนเพื่อวัฒนธรรมการแลกเปลี่ยน และลดประเด็นการรักษ์สิ่งแวดล้อม การด้อยโอกาสและห้ามใช้คำว่าบริจาค เพราะให้เพื่อนยืมหนังสือกับให้หนังสือเพื่อบริจาค ความรู้สึกมันต่างกันมาก

เห็นด้วยครับ อีกประเด็นที่บอกว่าการให้ราคาปกนั้นไม่ดี

จาก @chatchavan: อันนี้แอบคุยกันทางอีเมล์ครับ แต่คิดว่าพี่เข็มคงไม่ว่ากันถ้าจะหยิบมาแปะ ใครอยากอ่านเด๋วผมส่งเมล์ไปให้ 🙂 รู้สึกว่าพี่เข็มจะไม่สบายอยู่ครับ หรือว่างานยุ่งก็ไม่รู้ครับ แต่ว่าอันนี้เป็นสิ่งที่พี่เข็มถามทิ้งไว้ แล้วผมเห็นว่าน่าสนใจ:

  • If there’s no one like my book, how long do I need to wait?
  • How can we reach the different niches of readers? For example, I have a really good book, but no one in the system read it.

ซึ่งเป็นสองข้อที่ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีผลและชวนให้คิดครับ

สรุป

จากที่ได้คุยกับหลายๆ คนมา ตอนนี้แผนในหัวผมมันเอียงไปทางการใช้งาน Social Network เป็นหลักครับ คือเป็นชั้นหนังสือออนไลน์อย่างที่ @teerapapc แนะนำ และคิดว่าจะแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับคนด้วยการใช้ระบบ Invite ครับ ก็คือถ้าจะสมัคร คุณต้องมี Invite จากเพื่อน และถ้าคุณทำพฤติกรรมที่สังคมหนังสือไร้ประโยชน์ของเราไม่ชอบ เพื่อนคุณก็ต้องรับผิดชอบด้วย ยังไม่ได้คิดลงรายละเอียดครับ แต่คิดว่าสุดท้ายแล้วน่าจะออกมาเป็นประมาณนั้น

แต่อย่างหนึ่งก็คือยังอยากให้มีระบบกองกลางอยู่ครับ เพราะถ้าเราควบคุม Lifetime ของหนังสือปริมาณมากได้ จากจุดนั้นคงมีอะไรสนุกๆ ให้ทำอีกเยอะแยะมากมายเลยครับ

ใครสนใจไปเสวนากันที่ Barcamp ไหมครับ 🙂 ไม่แน่อาจจะไปพูดเรื่องนี้ถ้ามีคนสนใจ

ป.ล. ไม่ได้อ่านทวนนะครับ ถ้าพิมพ์ผิดอย่างไรก็ขออภัย เพิ่งรู้ว่าการตอบคอมเม้นท์นี่มันเป็นกิจกรรมที่ใช้พลังงานเยอะจริงๆ

via web from http://chakrit.com/18181464

Advertisements
%d bloggers like this: