หนังสือไร้ประโยชน์

พฤษภาคม 1, 2010

มีอยู่ช่วงนึงช่องทางข่าวสารพาให้ผมไปเจอเว็บ PaperbackSwap ครับ ซึ่งแว่บแรกที่เปิดเข้าไปดูก็คิดเลยว่า “เฮ่ย ไอเดียแม่งเจ๋งว่ะ” มันคือชุมชนการแลกเปลี่ยนหนังสือครับ

วิธีการเอาหนังสือจากเว็บนี้ก็คือ คุณสมัครสมาชิก แล้วก็ใส่รายการไว้ว่าคุณมีหนังสืออะไรบ้างที่อยากจะแลก เสร็จแล้วถ้ามีคนอยากได้หนังสือที่คุณลงรายการไว้ ก็ส่งหนังสือเล่มนั้นไปให้เขาทางจดหมายครับ แล้วเมื่ออีกฝ่ายยืนยันว่าได้รับหนังสือแล้วเรียบร้อย คุณก็จะได้รับแต้มมาใช้แลกเอาหนังสือจากคนอื่นได้

จริงๆ แล้วมันก็ไม่มีอะไรเลยครับ มันเป็นแค่การแลกหนังสือกันทางจดหมายเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า PaperbackSwap ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ช่วยควบคุม จัดการ และเป็นสื่อกลางให้

มีอีกตัวอย่างนึงที่คล้ายๆ กันก็คือ Netflix ครับ รายนี้ไม่ได้เน้นชุมชนแต่ทำเป็นการค้าเลย เขาเป็นบริษัทให้เช่าวีดีโอครับ ให้เช่าเป็นแผ่นๆ เหมือนร้านเช่าทั่วไปนั่นแหล่ะ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ เขาจะส่งแผ่นให้คุณทางจดหมายถึงบ้านเลย ไม่ต้องลุกไปไหนครับ และคุณจะเก็บแผ่นไว้ดูนานเท่าไหร่ก็ได้เท่าที่คุณอยากจะเก็บไว้ ไม่มีค่าส่งคืนสายใดๆ ทั้งสิ้น มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวว่า ถ้าคุณจะเช่าเพิ่มคุณจะต้องส่งแผ่นเก่าคืนมาทางไปรษณีย์ก่อนครับ (Netflix เขาจะให้ซองส่งกลับมาด้วย คล้ายๆ กับบริการธุรกิจตอบรับ) ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นไอเดียที่เจ๋งมากเลย

ผมชอบธุรกิจที่เริ่มต้นด้วยการยอมรับว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ มีข้อเสียต่างๆ นาๆ ไม่ใช่หุ่นยนตร์ที่จะสามารถทำทุกอย่างได้ตามกฏเกณฑ์เป๊ะๆ ครับ

ธุรกิจอย่างเช่น PaperbackSwap และ Netflix ที่สร้างความเชื่อใจกันด้วยวิธีง่ายๆ แทนการตั้งกฏเกณฑ์ข้อกฏหมายที่บังคับยังไงก็ไม่ได้ผล เพราะลืมคิดว่าไปว่ามนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนตร์

อารัมภบทเยอะไปหน่อย แต่จะได้เข้าใจที่มาที่ไปครับ เข้าเรื่องดีกว่า

การบริจาคหนังสือในประเทศไทย

ผมเชื่อว่าทุกคนที่เคยได้เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัย จะต้องได้ทำกิจกรรมไม่มากก็น้อยครับ หลายคนแม้ว่าจะไม่เคยได้ทำกิจกรรมอะไรเลย อย่างน้อยก็ต้องมีเพื่อนในกลุ่มที่ได้ทำล่ะ หนึ่งในกิจกรรมเหล่านั้นก็คือการรับบริจาคหนังสือให้น้องๆ ครับ

ผมไม่เห็นด้วยกับการบริจาคหนังสือแบบนั้นครับ

ในความเห็นของผม ปัญหาอีกอันที่สำคัญกว่าที่จะทำให้ชาติเราก้าวหน้าได้จริงๆ คือการใฝ่หาความรู้ความรู้ครับ ในที่นี้ก็คือเราจะทำอย่างไรให้น้องๆ ในต่างจังหวัด (และแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ตาม) มี “ความรักในการอ่านหนังสือ” ครับ

การเอาหนังสือจำนวนมากไปทิ้งไว้ในที่ที่ไม่เคยมีหนังสืออาจเป็นสิ่งดีก็จริง แต่อย่างนี้มีปัญหาสองประการครับ:

อย่างแรกคือ ความรักในการอ่านหนังสือ ครับ – ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีหนังสือที่ตัวเองสนใจอ่านในปริมาณมากไม่ขาดมือ ผมนึกคำศัพท์ภาษาไทยไม่ออก ขอเรียกว่าเป็น “Concentration” ของหัวข้อหนังสือแล้วกันนะครับ หนังสือ 100 เล่ม ที่หัวข้อไม่ตรงกันเลย จะมีคนมานั่งอ่านหมดเหรอครับ?

อ่านแค่เล่มเดียวมันจะไปได้ประโยชน์อะไรครับ เผลอๆ อาจจะให้ข้อคิดในการดำเนินชีวิตที่ผิดๆ หรือให้ความฝันลมๆ แล้งๆ กับคนเหล่านั้นโดยเปล่าประโยชน์ซะด้วยซ้ำครับ หนังสือก็เหมือนแหล่งข่าวสารนั่นแหล่ะครับ ควรมีการตกผลึกจากหลายๆ แหล่ง

อย่างที่สองก็คือ คุณภาพของหนังสือ ครับ – ซึ่งจะมีไม่มาก เนื่องจากเป็นหนังสือบริจาค หนังสือดีๆ ที่มีคุณค่ามีใครเคยเอาไปบริจาคใส่กล่องกระดาษกังๆ กันเหรอครับ? อีกปัญหาก็คือความทันต่อเหตุการณ์ครับ โดยเฉพาะในยุคนี้ที่ข่าวสาร เหตุการณ์ ไปไวเท่าความเร็วแสง การให้หนังสือที่ไม่ทันสมัย บางทีก็เหมือนกับการไม่ให้อะไรเลยนั่นแหล่ะครับ เพราะกว่าหนังสือเหล่านั้นจะกลายเป็นหนังสือบริจาค แล้วถูกบริจาคไปต่างจังหวัด หนังสือเหล่านั้นก็คงจะหมดคุณค่าไปอย่างน้อยกึ่งหนึ่งแล้ว

ทั้งสองข้อนี้ไปด้วยกันครับ คือถ้าไม่มีหนังสือที่มีคุณภาพ และมีหลายๆ เล่มในหัวข้อที่เราสนใจ ความรักในการอ่านหนังสือก็คงจะไม่เกิด การใฝ่หาความรู้ก็คงจะไม่เกิดครับ

ด้วยทั้งสองข้อนี้ ผมคิดว่าการเอาหนังสือบริจาคไปให้โรงเรียนต่างจังหวัดเป็นการแก้ปัญหาที่เจตนาดี แต่แก้ปัญหาไม่ได้ผลครับ (not effective) และด้วยการที่ไปเจอ PaperbackSwap มา ก็เลยมีความคิดว่า ถ้าเราสามารถนำกระบวนการของเขา มาทำในประเทศไทยได้ คงจะดีไม่น้อยครับ

ถ้าเราสามารถฝังตัวเองเป็นคนกลางในการแลกเปลี่ยนหนังสือที่มีคุณภาพดีๆ ในปริมาณมากได้ เราอาจจะช่วยพัฒนาประเทศได้แบบยั่งยืนเลยทีเดียวล่ะครับ

หลังจากลองโม้ๆ ให้ @ganok_tor และเพื่อนๆ อีกสองสามคนฟัง ผมขอเสนอแผนธุรกิจ 2 แผนครับ:

แผนแรก คือการแลกเปลี่ยนหนังสือครับ ใช้ระบบเดียวกันกับ Paperbackswap แต่ต่างกันตรงที่เราจะให้เลือกหนังสือจากกองกลาง แทนที่จะเลือกจากรายการของคนอื่น โดยมีข้อแม้ว่าถ้าจะยืมหนังสือจากกองกลางหนึ่งเล่ม คุณจะต้องส่งหนังสือมาให้เราหนึ่งเล่มครับ

คงสงสัยว่าหนังสือแต่ละเล่มจะตีมูลค่าให้เท่ากันได้อย่างไร? ผมก็ลองมองไปที่ PaperbackSwap ครับ เขาสามารถอยู่ได้เพราะว่าคนที่จะยืมหนังสือได้นั้น จะต้องมีหนังสือที่คนอื่นต้องการก่อน 1 เล่ม ตรงนี้นี่เองที่ทำให้คัดหนังสือที่คุณภาพต่ำออกไปจากระบบได้ครับ เพราะคุณจะยืมหนังสือไม่ได้ ถ้าคุณไม่ได้มีหนังสือที่คนอื่นอยากได้อยู่แล้วแต่แรก

ส่วนสำหรับเราที่มีกองกลาง เราก็สามารถใช้ระบบคล้ายๆ กันได้ครับ โดยหนังสือที่ส่งเข้ามา เราก็จะแปลงเป็นคะแนนที่เป็นสัดส่วนกับจำนวนของคนที่ยืมเล่มนั้นไป ถ้ามีคนยืมมากก็จะได้คะแนนมาก แล้วคะแนนนี้ก็จะนำไปแลกหนังสือได้ปริมาณมากขึ้นครับ หนังสือที่มีคนอยากได้เยอะ ก็จะมีคะแนนในการยืมเยอะตามไปด้วยเช่นกัน

อาจจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกเดือนละไม่กี่สตางค์ ให้เพียงพอกับค่าส่งไปรษณีย์และค่าใช้จ่ายจิปาถะต่างๆ ในการดำเนินกิจการครับ

วิธีการนี้จะทำให้เรามีกองกลางของหนังสือที่มีคุณภาพ ซึ่งเราสามารถนำไปทำให้เกิดประโยชน์ได้ครับ วิธีการนี้แตกต่างจากการบริจาคหนังสือธรรมดาตรงที่เราจะได้หนังสือที่มีคุณภาพและทันสมัย ไม่ล้าหลังไปจากหนังสือจากเล่มที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบันมากนัก พอสมาชิกเริ่มหันไปอ่านหนังสือเล่มต่อไป เราก็จะได้เล่มที่ทันสมัยน้อยกว่ามาทันที และวิธีนี้จะทำให้มี Concentration ของหัวข้อครับ เกิดจาก Concentration ของคนอ่านนั่นเอง

แผนที่สอง คือเหมือนกับแผนแรก แต่แทนที่จะเก็บค่ารายเดือน เราเก็บตามมูลค่าของหนังสือแทนครับ โดยวัดจากแหล่งภายนอกเช่น Amazon หรือว่า SE-ED หรือร้านนายอินทร์ เป็นต้น การส่งหนังสือมาให้เรา 1 เล่มคุณจะได้แต้มเท่ากับราคาของหนังสือเล่มนั้น แล้วแต้มนี้สามารถนำไปแลกหนังสือเล่มใหม่ได้ครับ

ข้อนี้มีข้อดีเหมือนกับแผนแรก แต่แตกต่างกันตรงที่เราสามารถทำตัวเป็นผู้จัดจำหน่ายได้ครับ (Publisher) เราสามารถเอาหนังสือออกใหม่มาวางให้แลกได้เร็วกว่า ซึ่งจะทำให้เรามีหนังสือมาสนองความต้องการของคนอ่านในเมืองได้เร็วกว่าครับ แต่ก็มีข้อเสียก็คือความปวดหัวที่ตามมากับการบริการตรงนี้ และแผนการเงิน ซึ่งอาจจะไม่ชัดเจนหรือยั่งยืนเท่าแผนแรก

!

ทุกคนที่ผมชวนมาอ่านตรงนี้ มีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? ยิงให้พรุ่นได้เลย เพราะคิดว่าอาจจะเล็งทำอันนี้จริงจังครับ ประกอบกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งหลายก็รู้สึกว่าจะเป็นเด็กกิจกรรมกันทั้งนั้น 🙂

via web from http://chakrit.com/17844800

Advertisements

2 Responses to “หนังสือไร้ประโยชน์”

  1. m3rlinez Says:

    “ยิงให้พรุ่นได้เลย” <– อยากทำตัวเป็นอาจารย์ตรวจซีเนียร์โปรเจคมานานแล้ว ฮ่าๆ

    แก๊นอ่านๆแล้วพอจะเห็นเรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาได้คร่าวๆ ที่อาจจะทำให้การเอาระบบยืมหนังสือแบบ PaperbackSwap มาใช้ได้ในไทยทำได้ยาก ประมาณนี้:

    == เรื่องความแตกต่างด้านค่าครองชีพ ==

    – หนังสือรวมเคล็ดลับ 101 Tips & Tricks PHP แปลไทยมา ราคา 269 THB
    – หนังสือ The PHP Anthology: 101 Essential Tips, Tricks & Hacks เล่นต้นฉบับ ราคา 38.94 USD = 1,257 THB
    – ราคาโค้กกระป๋องใน USA ~ 1 USD = 32 บาท
    – ในไทย ~ 15 บาท

    สรุปคือ ต้องใช้โค้ก ~ 18 กระป๋องเพื่อซื้อหนังสือใหม่ในไทย แต่ต้องใช้โค้ก ~ 40 กระป๋องเพื่อซื้อหนังสือใหม่ใน USA ที่ยกข้อมูลตรงนี้มาเพื่อให้พอจะเห็นว่า ด้วยการตั้งราคาหนังสือและสิ่งพิมพ์ในบ้านเรา มันอาจจะทำให้เรา

    เห็นคุณค่าหนังสือในบ้านเรา "ไม่แพง" เท่าที่พวกฝรั่งเห็นหนังสือในบ้านเค้ารึเปล่า ?

    อีกอย่างนึงที่แก๊นรู้สึกก็คือว่า ถ้าให้เทียบต้นทุนในการที่ต้องเลือกหนังสือเข้าระบบ – จัดส่งไปรษณีย์ – รอหนังสือเล่มที่อยากได้กลับมา – แก๊นอาจจะรู้สึกว่ามันมากกว่าต้นทุนในการที่แก๊นโทรไปสั่ง

    หนังสือจากศูนย์หนังสือจุฬาฯ แล้วรอให้มันมาส่งที่บ้านรึเปล่า ? (ด้วยวิถีชีวิตมนุษย์เงินเดือนของแก๊นอาจจะรู้ว่าสั่งใหม่ถุกกว่า เพราะราคามันแค่ประมาณโค้ก 18 กระป๋องเอง)

    อาจจะมี "ตลาด" กลุ่มนึงที่รู้สึกว่าการทำแบบนี้มัน "คุ้ม" ก็ได้ แต่ก็ต้องทำการบ้านตรงนี้ดีๆ ว่าตลาดกลุ่มนี้มีจริงหรือเปล่า ดูคร่าวๆก็น่าจะเป็นกลุ่มที่ ..:
    1. ใช้อินเทอร์เน็ตบ่อย
    2. ยอมรับการติดต่อและแลกเปลี่ยนสิ่งของจากคนบนเน็ตที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
    3. อาจจะรวมถึง คนที่รู้สึก comfortable กับการจ่ายเงินบนเน็ต
    4. รู้สึกว่าระบบนี้ ใช้แล้วคุ้ม
    5. อ่านหนังสือเยอะระดับหนึ่ง

    == ปัญหาเรื่องการช่อโกงระบบ ==

    ระบบหลายอย่างมันทำงานได้ด้วยการอาศัยลักษณะนิสัยและวิธีการใช้ชีวิตของคนกลุ่มๆนึง ยกตัวอย่างเช่น
    – ร้านขายของบางแห่ง วางเงินไว้, หยิบของ, แล้วไปได้เลย
    – การซื้อขายของใน ebay จะรู้ได้ไงว่าโอนเงินแล้วจะส่งของจริง
    – ทำไมคนญี่ปุ่นถึงต่อคิวกันเป็นระเบียบนักโดยไม่ต้องควบคุมอะไรมาก แต่คนจีน/ฮ่องกงแซงคิวทุกครั้งที่มีโอกาส

    ปัญหาพวกนี้มันทำให้ระบบบางอย่างที่เคยทำงานได้ ใช้งานไม่ได้ในบางพื้นที่ เคยได้ยินมาว่า ebay มีปัญหามากกับประเทศไทย (และอื่นๆ) มีคนไทยไปวางของขายพอได้โอนเงินแล้วก็ไม่ยอมส่งของ ปิด account เปิดใหม่

    นอกเรื่องไปไกล กลับมาที่เรื่องเดิม จะรู้ได้ยังไงว่าสองคนที่ตกลงจะแลกเปลี่ยนกันแลกเปลี่ยนกันจริงๆ หรือไม่มีคนโดนหลอกให้ส่งหนังสือฟรี? ถ้าแก้ปัญหาโดยการใช้ระบบรวมศูนย์ (คือทั้งสองคนส่งหนังสือมาที่เราซึ่งเป็คนกลางที่เชื่อใจได้ก่อน แล้วเราค่อยส่งกลับไปให้ทั้งสองคน) ก็จะตามมาด้วย management cost มากมายอีก มันยากเหมือนกันนะ

    == การตีราคาหนังสือ ==

    นอกจากสองแผนที่เสนอมา ยังมีอีกวิธีที่ใช้ตีราคาหนังสือได้ คือการตั้ง BID ตั้ง ASK — ถ้ามีคนใช้ระบบเยอะระดับนึง วิธีการนี้จะช่วยบอกถึง "ราคาตลาด" ที่แท้จริงของหนังสือได้ หนังสือบางเล่มราคาปกแพงมาก เช่น "Visual Basic 4.0 ภาคปฎิบัติ — 660 บาท" แต่ปัจจุบันแทบไม่มีค่าอะไรเลย ในขณะที่หนังสือบางเล่มราคาปกต่ำ แต่ปัจจุบันเลิกผลิตแล้วเลิกพิมพ์แล้ว อาจจะมีราคาสูง การให้คนในระบบตั้งราคาเสนอซื้อ เสนอขาย เป็นการอาศัยกลไกตลาดทำให้คนขาย ขายได้ราคาแพงที่สุด และคนซื้อก็ซื้อได้ราคาดีถูกสุด ส่วนราคาที่จ่ายไป / ได้รับ ก็ทำเป็น virtual money ไป

    พิมพ์มายาวจนจะเขียนบลอกได้อันนึงเลย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ^ ^'

  2. ijemmy Says:

    แก๊นยิงซะพรุนเลย….

    เสริมว่าการรวมหนังสือเข้าที่ศูนย์กลาง จะมีปัญหามากๆ เพราะศูนย์กลางจะกลายเป็นห้องสมุดดีๆนี่เอง


การแสดงความเห็นถูกปิด

%d bloggers like this: