การศึกษา

กรกฎาคม 25, 2010

ตอนนี้ การเมืองสงบลงบ้างแล้ว เพราะฉะนั้นขอพูดเรื่องที่เกี่ยวข้องกันสักนิดนะครับ ถ้าเกิดว่าเบื่อหรือรังเกียจที่พูดถึงเรื่องนี้ ขอให้กด CTRL + W บนคีย์บอร์ดแล้วคุณจะสบายใจขึ้นครับ

มีอย่างหนึ่งที่ผมคิดวนไปวนมาอยู่ตั้งนานแล้วครับ ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่คิดเรื่องนี้อยู่นานมาก หลายเดือนก็ว่าได้ แต่ไม่ได้ติดตลอดเวลานะครับ แค่ว่ามันมักจะมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ชวนให้คิดถึงมันตลอด สิ่งที่ว่านั่นก็คือ “ปัญหาโลกแคบ” และ “การศึกษา” ครับ อาจจะฟังดูตลก แต่ว่าลองฟังผมอธิบายดูก่อนแล้วค่อยตัดสินใจนะครับ

Small World Syndrome

คนเรานั้นโลกแคบมากๆ ครับ ข้อนี้ผมไม่มีเหตุผลมาอธิบายหรอกครับว่าทำไม เป็นสิ่งที่ผมอนุมานเอาเอง เชื่อไม่เชื่อก็แล้วแต่ แต่ผมมักจะสังเกตุเห็นมันตลอด โดยเฉพาะตัวผมเอง คนประเภทที่ใช้ชีวิตหมกมุ่นกับอะไรบางอย่าง ก็มักจะคิดถึงแต่สิ่งนั้น เมื่อมองออกไปในโลกกว้าง เมื่อได้พบปะสิ่งต่างๆ นอกโลกแคบๆ ของเขา ก็จะคิดนึกเอาสิ่งที่ตัวเองหมกมุ่นอยู่นั้น มาเป็นหลักเกณฑ์วัดเปรียบเทียบ ข้อนี้อาจจะคุ้นเคยกันมากกว่า ถ้าเกิดว่าผมใช้คำว่า “ไม้บรรทัด” ครับ ใครคุ้นๆ บ้างไหมครับ?

อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตุจากคนรอบๆ ตัวผมตอนนี้ หลังจากพายุการเมืองสงบลง ทุกคนก็คงจะมีความคิดของตัวเองเกิดขึ้นในใจแล้วไม่มากก็น้อย ความคิดที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ นาๆ แต่ละคนก็มีแต่ละความคิดแตกต่างกันไป ซึ่งจะไม่ขอพูดถึงที่ตรงนี้นะครับ เพราะไม่มีประโยชน์ รังแต่จะทำให้ทะเลาะกัน ถ้าเกิดว่ารู้สึกว่าไม่ชอบเมื่อไหร่ละก็ ขอให้จำไว้ว่ากด CTRL + W ได้ทุกเมื่อนะครับ

สิ่งที่ผมจะยกมาพูดถึงวันนี้ ก็คือเรื่องของ “การศึกษา” ครับ (อาจจะตกใจว่า เฮ่ย วันนี้ชาคริตตั้งหัวข้อตรงกับเรื่องที่พูดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อคเลยนะเนี่ย) เพราะคิดว่าหลายคนคิดเหมือนผม ว่าต้องแก้ตรงที่ “การศึกษา” ก่อน แม้ว่าจะมีปัญหาอื่นตามมาแต่ถ้าไม่มี “การศึกษา” แล้วละก็ มันก็แก้กันยากน่ะครับ แต่ผมจะไม่เสนอวิธีการแก้ปัญหาวิธีไหนหรอกนะครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้

Nothing is Possible

ที่มันเป็นไปไม่ได้ ก็เพราะว่าวันนี้ความคิดผมตกผลึกออกมาได้อย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือว่า คนเราทุกคนยังไงก็ไม่เหมือนกัน เกิดมาไม่เหมือนกัน ชีวิตมีแรงผลักดันที่ไม่เหมือนกัน ฐานะต่างกัน บ้านเกิดคนละที่ ผมคิดมาตลอด ว่าทำอย่างไร วิธีการอย่างไรคือวิธีที่ดีที่สุด วิธีการอย่างไรที่จะให้ได้ผลที่สุด ยั่งยืนที่สุด แล้วก็คิดว่าหลายๆ คนที่เกิดไล่เลี่ยกับผมก็คงคิดอย่างเดียวกับผมเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อวานนี้ผมได้ดู TED Talk เรื่องซอสสปาเก็ตตี้ของคุณ Malcolm Gladwell แล้ว ก็เลยคิดได้ครับว่า การจะหาวิธีการแก้ไขปัญหาการศึกษาในประเทศเรา มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ

การศึกษากับอาหารการกินนั้น มันไม่ต่างอะไรกันเลย การศึกษา มันไม่ใช่สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรอกนะครับ ผมไม่ได้คิดถึงข้อนั้น แต่ผมหมายถึงรสชาติต่างหาก คนเรามีวิธีการเรียนรู้ที่ต่างกัน บางคนเรียนรู้โดยมีผู้สอน และจะสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและละเอียดถี่ถ้วนด้วย บางคนไม่จำเป็นต้องมีผู้สอนก็สามารถเรียนรู้ได้จากหนังสือ ตำรับตำรา เป็นหนอนหนังสือ แต่บางคนนั้นไม่สามารถฟังตามคนอื่นได้เลยครับ ต้องสัมผัสกับตัวเองเท่านั้น ทดลองเอง ลุยเอง ถึงจะรู้จำ และยิ่งถ้าพูดถึงหัวข้อในการเรียนรู้ด้วยแล้ว มันยิ่งต่างกันหนักเข้าไปใหญ่เลยล่ะครับ ดูแค่สาขามหาวิทยาลัยที่เปิดเรียนตอนนี้ก็พอแล้วครับ ว่ามันแตกต่างกันขนาดไหน

ฉะนั้นแล้ว ถ้าจะพูดให้เหมือนกับใน TED Talk แล้วละก็ ต้องพูดว่า “There is no perfect education system. There is only perfect education systems.” ครับ

มันไม่มีหรอกครับ วิธีการแก้ปัญหาการศึกษาที่จะใช้ได้ผลสมบูรณ์ มันมีเพียงแค่วิธีการแก้ปัญหาการศึกษา ที่เหมาะกับคนแต่ละกลุ่มเท่านั้นเองครับ การมองหาทางออกเพียงทางเดียว มันก็คือการหลอกตัวเอง ว่าวิธีการที่นำมาจากโลกแคบๆ ของใครหนึ่งคนนั้น จะเป็นวิธีการที่เหมาะสม เท่านั้นเองล่ะครับ

ฉะนั้นแล้ว ที่ผมบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” นั่นมันหมายความว่า ถ้าเราคิดจะแก้ไขปัญหาการศึกษาด้วยอะไรก็ตามแล้วละก็ มันไม่มีสูตรสำเร็จให้ตามหาหรอกครับ มันมีก็แค่เพียงรสชาติที่ถูกปากสำหรับใครบางคน หรือคนกลุ่มไหนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง

จะโทษระบบการศึกษาของไทยเหรอครับ? หลายคนที่ไปได้เหรียญโอลิมปิกมา รวมทั้งผมคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปตรงนั้น นั่นก็มาจากระบบการศึกษาที่มีอยู่ตอนนี้ไม่ใช่เหรอครับ นักเรียนดีเด่นทั้งหลายแหล่ที่มีอยู่ตอนนี้ เขาเหล่านั้น ผมเชื่อว่า หลายคนก็ได้ดีเพราะระบบการศึกษาที่มันมีอยู่ ณ ตอนนี้นั่นแหล่ะครับ นี่ยังไม่นับการศึกษาในที่ต่างจังหวัด ถิ่นทุระกันดารทั้งหลายเลยนะครับ

จะโทษโรงเรียนสอนพิเศษเหรอครับ? ก็ต้องถามก่อนว่าโรงเรียนสอนพิเศษเขาไปทำผิดอะไรล่ะครับ ที่เขามีธุรกิจเติบโตมาได้จนบัดนี้ มันไม่ได้เริ่มมาจากแฟชั่นหรอกนะครับ ถ้าเรียนแล้วโง่ลง ใครมันจะไปเรียนครับ มันก็เติมโตมาจากผลสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ เหมือนธุรกิจอื่นทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ว่าตอนนี้มันเริ่มได้ดีจนกลายเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่งไปแล้ว ก็เท่านั้นเองครับ

อันที่จริงแล้ว ที่โรงเรียนสอนพิเศษมันเกิดเป็นแฟร์ชั่นขึ้นมาได้ นั่นก็คงจะเป็นหลักฐานอันหนึ่งนั่นแหล่ะครับ หลักฐาน… ว่าการศึกษา มันก็มีรสชาติที่ถูกปากถูกคอของแต่ละคน แตกต่างกันไป อย่างนั้นเหมือนกัน โดยเฉพาะการใช้วิธีอย่าง Geek หรือ Nerd ที่คิดว่าคนทั้งโลกนั้นจะหันมาหมกมุ่นกับอะไรได้เหมือนตัวเขาเองนั้น พอคิดดูตอนนี้แล้ว มันช่างเหลวไหลสิ้นดีเลยล่ะครับ

เพราะฉะนั้นแล้ว วิธีการแก้ปัญหาการศึกษาของประเทศเรา หรือจะของโลกก็ว่าได้ มันก็คือการส่งการศึกษาที่ถูกปาก ถูกคอ ถูกที่ ถูกเวลา ไปให้เยอะที่สุด กว้างที่สุด เท่านั้นเองล่ะครับ

NP Complete

ถ้าจะสรุปอย่าง Programmer (โลกแคบ) ก็ต้องบอกว่า Solution ที่มันมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว การไป Optimize มันนั้นคือการเสียเวลาเปล่าครับ มนุษย์เรามีความหลากหลาย มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุด ตามสมัย การที่คิดว่าจะมี Algorithm ไหนอันหนึ่งที่จะสามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่าสิ่งที่พวกผู้ใหญ่เขาทำกันมาตั้งนานนม นั้นมันเป็นการหลงตัวเอง เป็นการ Define Problem ที่ผิดครับ มันต้องมองให้เป็น Meta Problem ว่าไม่มี Algorithm ไหนจะแก้ปัญหาได้หมดสิ้น ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็น Algorithm ที่คอยดูแลให้มี Algorithm สดใหม่ทันต่อยุคสมัย และหลากหลายตอบสนองได้ตรงความต้องการของแต่ละคน แต่ละที่ แต่ละเวลา เท่านั้นเองครับ

ต้องเรียกว่า ปัญหาที่เราควรจะแก้ แล้วถ้าแก้ได้จะได้ผลมากที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุด คือ “Meta การศึกษา” ไม่ใช่การศึกษาครับ

อาจจะฟังดูอุดมคติ สูงส่ง เป็นไปไม่ได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมจะเรียกมันว่าเป็น “เป้าหมาย” ครับ นั่นคือเป็นสิ่งที่ช่วยชี้นำทาง ช่วยให้รู้ ให้มั่นใจได้ว่า ในทุกๆ ย่างก้าวที่เดิน ทุกๆ อย่าง ทุกๆ สิ่งที่เราทำเพื่อคำว่า “การศึกษา” นั้น เรากำลังเดินไปถูกทางจริงๆ ไม่ใช่แค่หลงตัวเอง หรือว่าเอาอะไรในโลกแคบๆ ของเราไปนึกเอาว่าคนทั้งโลกจะใช้วิธีเดียวกันได้ครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วยังไม่ได้กด CTRL + W … ก็ขอความคิดเห็นหน่อยนะครับ 🙂

via email from http://chakrit.com/24016866

ทางด่วน

กรกฎาคม 12, 2010

เดือนนี้นึกว่าจะไม่ได้เขียนแล้วล่ะครับ เขียนเก็บไว้อยู่สองสามอัน แต่เขียนไม่จบสักอัน (หมดมุข) แต่สุดท้ายก็มีเรื่องให้เขียนอยู่ดี 🙂

เมื่อสักครู่ผมเพิ่งวางสายจากฝรั่งคนที่สามที่มาติดต่อผมผ่านทางเว็บ http://chakrit.net/ ครับ เขาเอาลิงค์โน่นนี่มาให้ดูมากมายเลย เป็นเทคโนโลยีที่เจ๋งๆ ทั้งนั้น เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีระดับที่ ในการทำงานรับจ็อบทั่วๆ ไปนั้น จะไม่มีทางได้เข้าไปสัมผัสเลย แต่จากมุมมองของโปรแกรมเมอร์อย่างผมแล้ว มันนับว่าเป็นงานศิลปะชั้นเยี่ยมเลยก็ว่าได้ครับ เสร็จแล้วเขาก็บอกว่าจะจ้างผมเป็นที่ปรึกษา หรือจริงๆ แล้วก็คือจ้างไปช่วยเขียนนั่นแหล่ะครับ เพราะว่าเขาเห็นว่าผมเขียนเว็บเซอเวอร์ขึ้นมาเองได้ (fu# นั่นแหล่ะครับ เข้าไปดูได้ที่ http://github.com/chakrit/fu-sharp) และเขาชอบคอนเซ็บต์ที่ออกแบบ Middleware ให้เป็น Monad ทำให้ Middleware สามารถนำมาถอดประกอบได้ง่าย (เพราะเป็นเพียงฟังก์ชั่นชิ้นเล็กๆ) เรียกว่าตอนแรกนี่แทบจะเปลี่ยนจากการเขียนแบบธรรมดา เป็นการเขียน Middleware เลยก็ว่าได้ครับ

ใครอยากให้ผมอธิบาย (โม้) ให้ฟังว่ามันทำงานยังไง และมันดีกว่า ASP.NET ธรรมดานี่ยังไง มาคุยกับผมได้นะครับ อยากให้มีคนเข้าใจเทคนิคแบบนี้เยอะๆ เหมือนกัน นอกเรื่องไปหน่อย จริงๆ แล้วก็คือว่า ผมมีสูตรสำเร็จสำหรับโปรแกรมเมอร์จะมานำเสนอครับ วิธีการนั้นง่ายมากเลยครับ ทำตามนี้:

  1. Be online. – จดโดเมนของตัวเอง และทำเว็บใส่เข้าไป ไม่ต้องมีอะไรมากเลยครับ เอาแค่อีเมล์หลักของคุณตัวใหญ่ๆ เป้งๆ ให้รู้ว่าส่งมาเจอคุณแน่
  2. Be approachable. – จัดแต่งให้สวยงาม ไม่ต้องสวยเว่อ ไม่ใช่กราฟิกดีไซเนอร์ แต่ต้องให้ดูดีนิดนึงครับ
  3. Be everywhere. – เข้าร่วมกิจกรรม กลุ่ม องค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้ (ไม่ใช่แค่โผล่หน้าไป แต่ต้อง “เข้าร่วม” จริงๆ) โปรแกรมเมอร์ส่วนมากจะ anti-social อยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงบุคลิก หรืออะไรเลย แค่เสนอหน้าเขาไปเถอะ
  4. Be reachable. – แนบเว็บของคุณไปด้วยตลอดเวลา เช่นช่อง Website ในโปรไฟล์ของ StackOverflow หรือว่า Signature อีเมล์ หรือว่าช่อง bio ใน Twitter. ให้คิดว่าในงานทุกงานที่คุณทำ อาจจะมีคนมาสนใจจากตรงนั้นก็ได้ เพราะฉะนั้นจงแปะที่อยู่ของคุณไว้ตลอดเวลา ทุกที่ที่คุณไป ให้เหมือนหมาฉี่จองอานาเขตเลยก็ว่าได้ครับ (ขออภัยในความเถื่อน 1 ประโยค)
  5. Be obsessed. – ผลิตโค้ดอย่างบ้าคลั่ง โดยเฉพาะโค้ดที่คนอื่นเอาไปใช้ได้ Open-source ได้ยิ่งดี (และอย่าลืมแปะเว็บไซต์ของคุณไว้ในโค้ดด้วย)
  6. Rinse and repeat. – กลับไปข้อ 3

เท่านี้ ไม่ช้าไม่นาน เดี๋ยวก็มีแมวมองมาสอยคุณไปเองล่ะครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องงานหรือเงินเลย สิ่งที่ยากอย่างเดียวใน 6 ข้อนี้ คือคุณต้องชอบเขียนโค้ด และสามารถผลิตโค้ดอย่างบ้าคลั่งได้ 24-48 ชั่วโมงติดต่อกัน โดยไม่เบื่อ ขอย้ำนะครับว่า “ไม่เบื่อ” ไม่ใช่ “ล้า” หรือ “เหนื่อย” อันนั้นมันเป็นข้อจำกัดของร่างกายที่ใครก็หนีไม่พ้น แต่สิ่งที่สำคัญคือคุณต้องชอบมันจริงๆ และสามารถทำมันได้โดย “ไม่เบื่อ” จริงๆ

นั่นแหล่ะครับ ช่วงนี้เทคโนโลยีอยู่ในช่วงขาขึ้น ประเทศใหญ่ๆ อย่าง America นี่ โปรแกรมเมอร์โดยเฉพาะคนที่เก่งๆ หรือมีประสบการณ์ระดับนึงนี่ เรียกได้ว่าแย่งกันยิ่งกว่าแย่งเสื้อผ้าลดราคาในห้างอีกครับ ฝึกฝีมือให้คมกริบ จะ Platform อะไรก็ได้ไม่สำคัญ ฝึกไปเถอะครับ

สุดท้ายแล้วถ้าไม่มีใครมาแย่งตัวคุณไป ผมก็จะบอกให้อย่างหนึ่งครับ ว่าตอนนี้ Computer คือรากฐานสำคัญของกิจการเกือบทุกอย่างบนโลกนี้ เหมือนกับบัญชีก็ว่าได้ เรียนบัญชี เรียนได้ดี ชาตินี้ก็ไม่ตกงาน เพราะจะทำอะไรก็ต้องทำบัญชี เดี๋ยวนี้ Computer ก็เหมือนกันครับ จะทำอะไรก็ต้องมี Computer ช่วยลดค่าใช้จ่าย ช่วยทำงาน มี Website มีตัวตนออนไลน์ ถ้าคุณใช้เวลาผลิตโค้ดอย่างบ้าคลั่งอย่างที่ผมบอกจนสุดหนทางแล้วละก็ ไม่ต้องห่วงเรื่องตกงานหรอกครับ คุณไปแย่งงานโปรแกรมเมอร์ห่วยๆ คนอื่นที่มีอยู่ถมเถได้สบายมาก เพราะโปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ตอนนี้ อย่างมากก็แค่เขียนอะไรเป็นนิดหน่อย ทำอะไรไม่เป็นกันหรอกครับ คิด Logic ตรรกะง่ายๆ ยังทำกันไม่เป็นเลยจะไปเอาอะไรกับพวกเขา

จริงๆ แล้วที่เขียนนี่ ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากให้คนเก่งๆ ทั้งหลายที่เป็นมนุษย์เงินเดือนตอนนี้ เลิกเป็นมนุษย์เงินเดือนเถอะครับ ใช้เวลาไปสร้างอะไรเจ๋งๆ ออกมาดีกว่าเยอะ ได้โปรไฟล์ที่ดีกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาด้วย ผมเสียดายน่ะ หลายๆ คนที่ผมนับถือ สุดท้ายแล้วก็จบไปเป็นมนุษย์เงินเดือน ผมล่ะเซ็ง

ถ้ากรุงเทพฯ สามารถเป็น Silicon Valley เล็กๆ ได้คงจะเจ๋งไม่น้อยเลยล่ะครับ ฝีมือมีแล้ว คนก็มีแล้ว เทคโนโลยีก็เข้าถึง ขาดแค่แหล่งงาน แหล่งเงินดีๆ เท่านั้นเอง ซึ่งถ้าใช้ Internet เป็น ไม่ช้าไม่นานก็มีมาเองล่ะครับ ขอแค่อย่าหายตัวไปเป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ไม่มีใครมองเห็นก็พอครับ

ถ้าไม่รู้จะทำอะไรละก็ มาคุยกับผมได้ครับ XD มีไอเดียมากมายเลย

via email from http://chakrit.com/22678312

New furniture and new conspirator!

กรกฎาคม 1, 2010

Kids

มิถุนายน 25, 2010

อันนี้เจ๋งโคตร โดยเฉพาะตอนท้ายเขาเอา Video มาเปิดให้ดูอันนึง ดีมากเลยครับ ลองฟังเขาโม้ๆ ซักหน่อย ได้อะไรดีๆ ถ้าฟังไม่รู้เรื่อง มันมี subtitle เปิดได้นะครับ

It still is. 🙂

via email from http://chakrit.com/kids-2438